7 วิธีหลีกเลี่ยงการขาดทุนในการเทรด

เทรดเดอร์จะหลีกเลี่ยงการขาดทุนในการเทรดได้อย่างไร?

คำตอบสั้นๆ: เทรดเดอร์ไม่สามารถขจัดการขาดทุนได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงจากการขาดทุนรุนแรงได้ด้วยการควบคุมจำนวนความเสี่ยงต่อการเทรดแต่ละครั้ง การใช้สต็อปลอส การกำหนดเป้าหมายความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่สมจริง การบริหารเลเวอเรจ การปฏิบัติตามแผนการเทรด การเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ และการทบทวนปรับปรุงการตัดสินใจของตนเองอย่างต่อเนื่อง


คุณสามารถหลีกเลี่ยงการขาดทุนในการเทรดได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่?

ไม่ได้ ทุกกลยุทธ์การเทรดสามารถก่อให้เกิดการเทรดที่ขาดทุนได้

ตลาดมีความไม่แน่นอน แม้แต่การเทรดที่ผ่านการวิเคราะห์มาอย่างดีก็อาจเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามได้ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ไม่คาดคิด การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ตลาด ความผันผวน หรือปัจจัยตลาดอื่นๆ

ดังนั้น เป้าหมายของการบริหารความเสี่ยงจึงไม่ใช่การขจัดการขาดทุนทุกครั้ง แต่คือการป้องกันไม่ให้การเทรดที่ขาดทุนตามปกติ หรือการขาดทุนต่อเนื่องหลายครั้ง ก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่สมส่วนต่อบัญชีเทรด

ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องทำกำไรได้ทุกครั้ง สิ่งที่สำคัญคือการขาดทุนยังอยู่ในการควบคุมหรือไม่ และแนวทางการเทรดโดยรวมมีความยั่งยืนหรือไม่

7 วิธีในการลดการขาดทุนจากการเทรดมีอะไรบ้าง?

กฎ

จุดประสงค์หลัก

หลักการปฏิบัติ

ใช้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่เหมาะสม

เปรียบเทียบการขาดทุนและผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้น

กำหนดความเสี่ยงและเป้าหมายก่อนเข้าเทรด

จำกัดความเสี่ยงต่อการเทรดแต่ละครั้ง

ปกป้องเงินทุนในบัญชี

เสี่ยงเพียงเปอร์เซ็นต์เล็กน้อยของส่วนของผู้ถือบัญชี

ใช้คำสั่งสต็อปลอสและเทคโปรฟิต

กำหนดจุดออกจากการเทรด

วางแผนระดับจุดออกก่อนเข้าเทรด

ปฏิบัติตามแผนการเทรด

เพิ่มความสม่ำเสมอ

ใช้กฎการเทรดที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

เข้าใจเลเวอเรจ

ควบคุมระดับการเปิดรับความเสี่ยง

ไม่ใช้เลเวอเรจสูงสุดเพียงเพราะมีให้ใช้

เลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ

ลดความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน

ตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย เงื่อนไข ค่าใช้จ่าย และเงื่อนไขการถอนเงิน

เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ปรับปรุงการตัดสินใจในอนาคต

ทบทวนการเทรดและระบุข้อผิดพลาดที่เกิดซ้ำ

1. เหตุใดคุณควรใช้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่เหมาะสม?

อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนเปรียบเทียบจำนวนที่เทรดเดอร์วางแผนจะเสี่ยงกับผลตอบแทนที่อาจได้รับหากการเทรดไปถึงเป้าหมาย

ตัวอย่างเช่น:

  1. การขาดทุนสูงสุดที่วางแผนไว้: $100
  2. กำไรที่อาจเกิดขึ้น: $200
  3. อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน: 1:2

หมายความว่าเทรดเดอร์เสี่ยง $1 เพื่อผลตอบแทนที่อาจได้รับ $2

อัตราส่วน 1:2 มักถูกใช้เป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษา เนื่องจากการเทรดที่ชนะอาจให้ผลตอบแทนเป็นสองเท่าของการขาดทุนที่วางแผนไว้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรถือว่าเป็นกฎสากลที่ใช้ได้กับทุกกรณี

ระดับเทคโปรฟิตที่อยู่ไกลไม่ได้ทำให้การเทรดนั้นน่าสนใจโดยอัตโนมัติ เป้าหมายยังต้องสมจริงโดยพิจารณาจากโครงสร้างตลาด ความผันผวน และกลยุทธ์การเทรด

ดังนั้น ควรประเมินความเสี่ยงต่อผลตอบแทนร่วมกับความเป็นไปได้ที่จะไปถึงเป้าหมาย

เทรดเดอร์ที่มีอัตราการชนะค่อนข้างต่ำก็ยังสามารถทำผลลัพธ์เป็นบวกได้ หากการเทรดที่ชนะโดยเฉลี่ยมีขนาดใหญ่กว่าการเทรดที่ขาดทุนโดยเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน อัตราการชนะที่สูงก็ไม่ได้เป็นการันตีความสามารถในการทำกำไร หากการขาดทุนแต่ละครั้งมีขนาดใหญ่กว่ากำไรมาก

2. คุณควรเสี่ยงเงินทุนเท่าไรในการเทรดแต่ละครั้ง?

เทรดเดอร์ควรกำหนดการขาดทุนสูงสุดที่ยอมรับได้ก่อนเปิดสถานะ

แนวทางที่พบได้บ่อยคือการเสี่ยงเพียงเปอร์เซ็นต์เล็กน้อยของส่วนของผู้ถือบัญชีในการเทรดแต่ละครั้ง โดยมักใช้ ประมาณ 1–2% หรือน้อยกว่า เป็นแนวทางเพื่อการศึกษา แม้ว่าจะไม่มีเปอร์เซ็นต์ใดที่เหมาะกับเทรดเดอร์หรือกลยุทธ์ทุกแบบ

สำหรับบัญชีมูลค่า $10,000:

  1. ความเสี่ยง 1% = $100
  2. ความเสี่ยง 2% = $200
  3. ความเสี่ยง 5% = $500

ความแตกต่างนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงที่ขาดทุนต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น การเทรด 5 ครั้งต่อเนื่องกันที่ขาดทุน 1% ของเงินทุนเริ่มต้น $10,000 ในแต่ละครั้ง จะรวมเป็นการขาดทุนตามแผนประมาณ $500 ในขณะที่การเทรด 5 ครั้งที่เสี่ยง 5% ในแต่ละครั้งอาจทำให้สูญเสียเงินได้ถึง $2,500 จากยอดเงินเริ่มต้น

ด้วยเหตุนี้ การจำกัดความเสี่ยงในระดับที่ค่อนข้างต่ำจึงช่วยปกป้องบัญชีได้ในกรณีที่การเทรดหลายครั้งผิดพลาด

ความเสี่ยงต่อการเทรดแต่ละครั้งควรแยกออกจากจำนวนเงินที่ลงทุนหรือมาร์จิ้นที่ต้องใช้ในการเปิดสถานะ ตัวเลขที่เกี่ยวข้องคือจำนวนเงินที่จะสูญเสียจริงหากการเทรดไปถึงจุดออกที่วางแผนไว้

3. เหตุใดเทรดเดอร์ควรใช้คำสั่งสต็อปลอสและเทคโปรฟิต?

สต็อปลอสกำหนดจุดที่ควรปิดสถานะหากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับเทรดเดอร์

เทคโปรฟิตกำหนดราคาที่ตั้งไว้ล่วงหน้าซึ่งสามารถปิดสถานะที่ทำกำไรได้

เมื่อใช้ร่วมกัน คำสั่งเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนการตัดสินใจที่ไม่มีขอบเขตให้กลายเป็นการเทรดที่มีการวางแผน

ลำดับขั้นตอนที่เป็นประโยชน์ คือ:

  1. ระบุจุดที่แนวคิดการเทรดจะไม่เป็นจริงอีกต่อไป
  2. วางสต็อปลอสไว้บริเวณระดับนั้น
  3. คำนวณจำนวนเงินที่จะสูญเสียหากราคาไปถึงจุดสต็อป
  4. ปรับขนาดสถานะให้การขาดทุนอยู่ภายในขีดจำกัดความเสี่ยงที่กำหนดไว้
  5. กำหนดเป้าหมายกำไรที่สมจริง

สต็อปลอสไม่ควรถูกวางไว้ในระยะที่สุ่มขึ้นมาเพียงเพราะเทรดเดอร์ไม่ต้องการขาดทุนมากขึ้น แต่ควรสะท้อนถึงการวิเคราะห์ตลาด ในขณะที่ยังสอดคล้องกับความเสี่ยงสูงสุดที่เทรดเดอร์ยอมรับได้

เทรดเดอร์ควรเข้าใจด้วยว่าสต็อปลอสปกติไม่สามารถการันตีราคาที่ถูกดำเนินการได้เสมอไป ในช่วงที่เกิดแก๊ปราคาอย่างรุนแรง ตลาดที่เคลื่อนไหวเร็วผิดปกติ หรือช่วงที่สภาพคล่องมีจำกัด คำสั่งอาจถูกดำเนินการที่ราคาอื่น

คำสั่งเทคโปรฟิตมีจุดประสงค์ที่แตกต่างออกไป โดยช่วยให้เทรดเดอร์หลีกเลี่ยงการเลื่อนเป้าหมายกำไรไปเรื่อยๆ เนื่องจากความโลภหรืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงหลังจากเปิดสถานะไปแล้ว

7-Ways-to-Avoid-Losing-Money-in-Trading

4. เหตุใดแผนการเทรดจึงมีความสำคัญ?

แผนการเทรดกำหนดเงื่อนไขที่เทรดเดอร์จะใช้ในการเข้า จัดการ และออกจากสถานะ

หากไม่มีแผน การตัดสินใจอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกำไร ขาดทุน หรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด

แผนที่ใช้ได้จริงอาจกำหนด:

  1. ตลาดใดที่สามารถเทรดได้;
  2. รูปแบบการเทรดที่ยอมรับได้;
  3. เงื่อนไขในการเข้าเทรด;
  4. กฎการตั้งสต็อปลอส;
  5. วิธีการกำหนดขนาดสถานะ;
  6. ความเสี่ยงสูงสุดต่อการเทรดแต่ละครั้ง;
  7. อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่ยอมรับได้;
  8. การขาดทุนสูงสุดต่อวันหรือต่อสัปดาห์;
  9. ระดับการเปิดรับความเสี่ยงสูงสุดในเวลาเดียวกัน;
  10. เงื่อนไขในการทำกำไร;
  11. เงื่อนไขที่ไม่ควรเปิดการเทรดใหม่

แผนควรถูกจัดทำไว้ก่อนที่เทรดเดอร์จะตกอยู่ภายใต้ความกดดันจากสถานะที่เปิดอยู่

แผนมีประโยชน์อย่างยิ่งหลังจากการเทรดที่ขาดทุนหลายครั้ง หากไม่มีขีดจำกัดที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เทรดเดอร์อาจเพิ่มขนาดสถานะเพื่อพยายามเอาทุนคืนอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ revenge trading (การเทรดเพื่อเอาคืน) และสามารถเปลี่ยนการขาดทุนที่ควบคุมได้ให้กลายเป็นการขาดทุนที่ใหญ่กว่ามาก

แผนที่เขียนไว้ไม่สามารถการันตีผลลัพธ์ที่เป็นกำไรได้ จุดประสงค์ของแผนคือการทำให้ความเสี่ยงและการตัดสินใจมีความสม่ำเสมอมากขึ้น

5. เลเวอเรจเพิ่มความเสี่ยงในการเทรดได้อย่างไร?

เลเวอเรจช่วยให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมสถานะที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่าจำนวนเงินที่วางเป็นมาร์จิ้น

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเลเวอเรจสร้างเงินทุนเพิ่มเติมในการเทรด

กำไรและขาดทุนถูกกำหนดโดยขนาดของสถานะและการเคลื่อนไหวของตลาด ดังนั้น สถานะที่ใช้เลเวอเรจมากขึ้นจะก่อให้เกิดกำไรหรือขาดทุนที่มากขึ้นสำหรับการเปลี่ยนแปลงของราคาในเปอร์เซ็นต์เท่ากัน

ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือการสับสนระหว่างเลเวอเรจสูงสุดที่มีให้ใช้กับเลเวอเรจที่เหมาะสม

ตัวอย่างเช่น หากโบรกเกอร์มีเลเวอเรจสูงให้ใช้ ไม่ได้หมายความว่าเทรดเดอร์ควรใช้สถานะที่ใหญ่ที่สุดที่บัญชีสามารถรองรับได้โดยอัตโนมัติ

กระบวนการที่มีวินัยมากกว่าคือ:

กำหนดความเสี่ยงที่ยอมรับได้ → กำหนดสต็อปลอส → คำนวณขนาดสถานะ → กำหนดมาร์จิ้นที่ต้องใช้

แนวทางที่ตรงกันข้ามอาจเป็นอันตราย:

ตรวจสอบเลเวอเรจสูงสุดที่มีให้ใช้ → เปิดสถานะที่ใหญ่ที่สุดที่เป็นไปได้ → ตัดสินใจวิธีจัดการความเสี่ยงในภายหลัง

มาร์จิ้นเป็นตัวกำหนดว่าสถานะนั้นสามารถเปิดได้ในทางเทคนิคหรือไม่ ส่วนการบริหารความเสี่ยงเป็นตัวกำหนดว่าการเปิดสถานะนั้นสมเหตุสมผลกับแผนของเทรดเดอร์หรือไม่

6. คุณจะเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือได้อย่างไร?

ความเสี่ยงของตลาดไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่เทรดเดอร์ต้องพิจารณา บริษัทที่ใช้เปิดบัญชีก็มีความสำคัญเช่นกัน

ก่อนฝากเงิน เทรดเดอร์ควรเข้าใจว่ากำลังทำธุรกรรมกับใคร และเงื่อนไขที่บัญชีของตนดำเนินการอยู่ภายใต้ พวกเขาควรเลือกโบรกเกอร์ CFD ที่น่าเชื่อถือ

ปัจจัยสำคัญได้แก่:

เงื่อนไขการเทรด

ตรวจสอบสเปรด ค่าคอมมิชชั่น ค่าธรรมเนียมการถือสถานะข้ามคืน ข้อกำหนดด้านมาร์จิ้น เลเวอเรจที่มีให้ใช้ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อต้นทุนการเทรด

การฝากและถอนเงิน

ทำความเข้าใจวิธีการชำระเงินที่มีให้ใช้ ค่าธรรมเนียมที่อาจเกิดขึ้น เงื่อนไขในการดำเนินการ และข้อกำหนดด้านการยืนยันตัวตนใดๆ ก่อนที่จะฝากเงินเข้าบัญชี

การดำเนินการคำสั่ง

เทรดเดอร์ควรเข้าใจว่าคำสั่งตลาด คำสั่งสต็อป และแก๊ปราคาถูกจัดการอย่างไร

ความโปร่งใส

ข้อกำหนดของบัญชี ค่าใช้จ่าย การเปิดเผยความเสี่ยง และเงื่อนไขสำคัญสำหรับลูกค้าควรมีความชัดเจนเพียงพอให้เทรดเดอร์เข้าใจได้ก่อนเปิดสถานะ

การเลือกโบรกเกอร์อย่างรอบคอบไม่สามารถขจัดการขาดทุนจากตลาดได้ แต่สามารถลดปัญหาที่ป้องกันได้ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสม ค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด หรือเงื่อนไขบัญชีที่ไม่ชัดเจน

7. เหตุใดเทรดเดอร์ควรเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง?

กลยุทธ์การเทรดไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทบทวนเลย

ตลาดเปลี่ยนแปลง ความผันผวนเปลี่ยนแปลง และวิธีการที่ได้ผลดีในสภาพแวดล้อมหนึ่งอาจให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างในอีกสภาพแวดล้อมหนึ่ง

หนึ่งในเครื่องมือการเรียนรู้ที่มีประโยชน์ที่สุดคือบันทึกการเทรด (trading journal)

สำหรับการเทรดแต่ละครั้ง เทรดเดอร์สามารถบันทึก:

  1. เหตุผลที่เปิดการเทรด;
  2. ราคาเข้า;
  3. สต็อปลอส;
  4. เป้าหมาย;
  5. ขนาดสถานะ;
  6. อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน;
  7. ผลลัพธ์;
  8. การปฏิบัติตามแผนการเทรดหรือไม่;
  9. สิ่งที่สามารถปรับปรุงได้

หลังจากการเทรดจำนวนมากเพียงพอ รูปแบบที่เกิดซ้ำอาจปรากฏให้เห็นได้

ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์อาจพบว่าการขาดทุนเกิดขึ้นบ่อยครั้งหลังจากเข้าเทรดโดยไม่มีการยืนยัน การเพิ่มขนาดสถานะหลังจากขาดทุน หรือการเทรดในช่วงเวลาที่ตนเองมักจะหลีกเลี่ยง

นอกจากนี้ยังมีแหล่งข้อมูลเพื่อการศึกษาออนไลน์มากมายสำหรับเทรดเดอร์ เช่น ศูนย์การเรียนรู้ NordFX

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่ทำให้เทรดเดอร์ขาดทุนมากเกินไปมีอะไรบ้าง?

เสี่ยงมากเกินไปในการเทรดครั้งเดียว

เทรดเดอร์ที่นำเปอร์เซ็นต์สูงของบัญชีไปเสี่ยงอาจได้รับความเสียหายอย่างมากจากสถานะที่ขาดทุนเพียงไม่กี่ครั้ง

เพิ่มขนาดสถานะหลังจากขาดทุน

การพยายามเอาทุนคืนทันทีด้วยการเปิดการเทรดที่ใหญ่ขึ้นจะเพิ่มระดับการเปิดรับความเสี่ยงในช่วงเวลาที่วินัยอาจกำลังอ่อนแอลงอยู่แล้ว

เลื่อนสต็อปลอสให้ไกลออกไป

เทรดเดอร์อาจเลื่อนจุดสต็อปเพราะไม่ต้องการยอมรับการขาดทุน การทำเช่นนี้จะเปลี่ยนแปลงการคำนวณความเสี่ยงเดิม และอาจทำให้การขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงมีขนาดใหญ่กว่าที่วางแผนไว้มาก

ใช้เลเวอเรจสูงสุดที่มีให้ใช้

สถานะที่ใหญ่ที่สุดที่โบรกเกอร์อนุญาตไม่ได้หมายความว่าเป็นสถานะที่เหมาะสมสำหรับขนาดบัญชีหรือกลยุทธ์ของเทรดเดอร์เสมอไป

เทรดโดยไม่มีแผน

หากไม่มีกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้า การเข้าและออกจากการเทรดอาจไม่มีความสม่ำเสมอ และได้รับอิทธิพลจากอารมณ์อย่างมาก

มุ่งเน้นแต่อัตราการชนะเพียงอย่างเดียว

กลยุทธ์อาจชนะบ่อยครั้งแต่ก็ยังขาดทุนได้ หากการเทรดที่ขาดทุนมีขนาดใหญ่กว่าการเทรดที่ชนะมาก

ไม่ทบทวนข้อผิดพลาด

การขาดทุนที่เกิดซ้ำจากพฤติกรรมเดิมเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไข หากเทรดเดอร์ไม่เคยบันทึกหรือวิเคราะห์มัน

คำถามที่พบบ่อย

คุณสามารถหลีกเลี่ยงการขาดทุนในการเทรดได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่?

ไม่ได้ การเทรดที่ขาดทุนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการเคลื่อนไหวของตลาดไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่นอน การบริหารความเสี่ยงมีเป้าหมายเพื่อควบคุมขนาดของการขาดทุน มากกว่าที่จะขจัดมันทั้งหมด

เทรดเดอร์ควรเสี่ยงเท่าไรในการเทรดครั้งเดียว?

ไม่มีเปอร์เซ็นต์ที่ใช้ได้กับทุกคน แต่โดยทั่วไปมักใช้ประมาณ 1–2% หรือน้อยกว่าของส่วนของผู้ถือบัญชีเป็นแนวทางการบริหารความเสี่ยงเพื่อการศึกษา ระดับที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเทรดเดอร์ กลยุทธ์ และความสามารถในการรับความเสี่ยง

อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน 1:2 ดีหรือไม่?

อัตราส่วน 1:2 หมายถึงการเสี่ยงหนึ่งหน่วยเพื่อเป้าหมายผลตอบแทนสองหน่วย ซึ่งอาจมีประโยชน์ แต่ไม่ได้เหมาะสมกับทุกกลยุทธ์โดยอัตโนมัติ ความเป็นไปได้ สภาพตลาด และต้นทุนการเทรดก็มีความสำคัญเช่นกัน

สต็อปลอสสามารถการันตีการขาดทุนสูงสุดได้หรือไม่?

ไม่เสมอไป สต็อปลอสช่วยกำหนดระดับจุดออกที่ต้องการ แต่ตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว แก๊ปราคา หรือสภาพคล่องต่ำอาจทำให้การดำเนินการเกิดขึ้นที่ราคาอื่น

เลเวอเรจที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงในการเทรดหรือไม่?

ใช่ หากเลเวอเรจที่สูงขึ้นถูกใช้เพื่อเพิ่มขนาดสถานะ สถานะที่ใหญ่ขึ้นจะขยายผลกระทบทางการเงินจากการเคลื่อนไหวของราคาในทั้งสองทิศทาง

เหตุใดแผนการเทรดจึงมีความสำคัญ?

แผนการเทรดกำหนดกฎการเข้า การออก และการบริหารความเสี่ยงก่อนที่อารมณ์จะส่งผลต่อการตัดสินใจ ช่วยให้พฤติกรรมการเทรดมีความสม่ำเสมอมากขึ้น

การบริหารความเสี่ยงสามารถทำให้การเทรดมีกำไรได้หรือไม่?

การบริหารความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถการันตีความสามารถในการทำกำไรได้ มันควบคุมระดับการเปิดรับความเสี่ยงและจำกัดการขาดทุน แต่การเทรดที่มีกำไรยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของกลยุทธ์ การดำเนินการ ต้นทุน และสภาพตลาดด้วย

กลับ กลับ
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ นโยบายคุกกี้ ของเรา